Dependent t-Test ใช้เมื่อไร?

📊 Dependent t-Test หรือ Paired Samples t-Test เป็นสถิติพื้นฐานที่แทบทุกงานวิจัยระดับปริญญาต้องใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสถิติที่นักศึกษาสับสนและเลือกใช้ผิดมากที่สุด บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Dependent t-Test แบบเป็นระบบ ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน หลักการเลือกใช้ เงื่อนไข ตัวอย่างเชิงลึก ไปจนถึงการรายงานผลให้ถูกต้องตามมาตรฐานงานวิจัย

หากคุณกำลังตั้งคำถามว่า…

👉 งานวิจัยของเราควรใช้ Dependent t-Test หรือไม่
👉 ก่อน–หลัง แบบไหนถึงเรียกว่า “Dependent”
👉 ทำไมบางงานใช้ t-Test แล้วโดนกรรมการทัก

บทความนี้คือคำตอบครบในหน้าเดียว

🔍 Dependent t-Test คืออะไร 

Dependent t-Test คือ สถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของข้อมูล 2 ชุดที่มีความสัมพันธ์กันโดยตรง

ความสัมพันธ์ในที่นี้หมายถึง ข้อมูลสามารถ “จับคู่กันได้เป็นรายบุคคล”

📌 ตัวอย่างเช่น

  • คะแนนของนักเรียนคนเดิม ก่อนเรียนและหลังเรียน
  • ระดับความรู้ของพนักงานคนเดิม ก่อนและหลังอบรม

จุดสำคัญคือ ไม่ใช่การเปรียบเทียบคนละกลุ่ม แต่เป็นการดูว่า

“คนกลุ่มเดิมเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่”

🧠 แนวคิดหลักของ Dependent t-Test 

หัวใจของ Dependent t-Test ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย แต่คือ “การเปลี่ยนแปลง (Change)”

สถิตินี้สนใจว่า

  • หลังจากได้รับการทดลอง / การอบรม / มาตรการ
  • ค่าเฉลี่ยของกลุ่มเดิม เพิ่มขึ้น ลดลง หรือไม่เปลี่ยนแปลง

ดังนั้น Dependent t-Test จึงเหมาะอย่างยิ่งกับ

  • งานวิจัยเชิงทดลอง
  • งานวิจัยกึ่งทดลอง
  • งานวิจัยประเมินผล

⏰ Dependent t-Test ใช้เมื่อไร

การตัดสินใจใช้ Dependent t-Test ควรถามตนเอง 3 คำถามหลัก

👥 คำถามที่ 1: ใช้เมื่อเป็น “กลุ่มตัวอย่างเดียวกันจริง ๆ”

ข้อมูลทั้งสองชุดต้องมาจาก บุคคลหรือหน่วยวิเคราะห์ชุดเดียวกัน 100% และสามารถจับคู่ข้อมูลได้เป็นรายคน

ตัวอย่างที่ใช้ Dependent t-Test ได้

  • นักเรียนชุดเดิม ก่อนเรียนและหลังเรียน
  • พนักงานคนเดิม ก่อนและหลังอบรม
  • ผู้ป่วยรายเดิม ก่อนและหลังการรักษา

ตัวอย่างที่ใช้ไม่ได้

  • นักเรียนคนละห้อง
  • พนักงานคนละแผนก
  • กลุ่มทดลอง เทียบ กลุ่มควบคุม

📌 หากเป็นคนละกลุ่ม → ต้องใช้ Independent t-Test

🔁 คำถามที่ 2: ใช้เมื่อมีการวัด “อย่างน้อย 2 ครั้ง”

Dependent t-Test ต้องมีข้อมูล สองช่วงเวลา หรือสองสภาวะ เช่น

  • ก่อนเรียน → หลังเรียน
  • ก่อนใช้นโยบาย → หลังใช้นโยบาย
  • สภาวะปกติ → สภาวะทดลอง

❗ หากวัดเพียงครั้งเดียว → ไม่สามารถใช้ Dependent t-Test ได้

📈 คำถามที่ 3: ใช้เมื่อข้อมูลเป็น “ตัวเลขที่นำมาหาค่าเฉลี่ยได้”

  • ข้อมูลที่เหมาะสม ได้แก่
    ✔️ คะแนนสอบ
    ✔️ คะแนนประเมิน
    ✔️ ระดับความคิดเห็น (Likert Scale เฉลี่ย)
    ✔️ ค่าทางกายภาพ เช่น น้ำหนัก ความดัน
  • ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
    ❌ เพศ
    ❌ อาชีพ
    ❌ คำตอบแบบ ใช่ / ไม่ใช่

🧪 ตัวอย่างงานวิจัยเชิงลึกที่ใช้ Dependent t-Test

📚 ตัวอย่างที่ 1 งานวิจัยด้านการศึกษา

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้สื่อการสอนออนไลน์

✔️ นักเรียนกลุ่มเดิม
✔️ วัดก่อน–หลัง
✔️ คะแนนเป็นตัวเลข

👉 ใช้ Dependent t-Test

🏢 ตัวอย่างที่ 2 งานวิจัยด้านบริหารธุรกิจ

การเปรียบเทียบความพึงพอใจของพนักงานก่อนและหลังปรับระบบประเมินผล

✔️ พนักงานชุดเดิม
✔️ วัดซ้ำ
✔️ ใช้คะแนนสเกล

👉 ใช้ Dependent t-Test

🏥 ตัวอย่างที่ 3 งานวิจัยด้านสุขภาพ

เปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายก่อนและหลังโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ

✔️ ผู้เข้าร่วมรายเดิม
✔️ วัด 2 ครั้ง
✔️ ข้อมูลเชิงอัตราส่วน

👉 ใช้ Dependent t-Test

⚙️ หลักการคำนวณของ Dependent t-Test 

แนวคิดการคำนวณมี 3 ขั้นตอนหลัก

1️⃣ คำนวณ “ผลต่าง” ของแต่ละคู่ข้อมูล หลัง − ก่อน (รายบุคคล)
2️⃣ หาค่าเฉลี่ยของผลต่างทั้งหมด
3️⃣ ตรวจสอบว่า ค่าเฉลี่ยของผลต่าง แตกต่างจาก 0 หรือไม่

📌 หากแตกต่างจาก 0 อย่างมีนัยสำคัญ
→ แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงมีความหมายทางสถิติ

📝 สมมติฐานของ Dependent t-Test 

สมมติฐานศูนย์ (H₀) ค่าเฉลี่ยก่อนและหลัง ไม่แตกต่างกัน

สมมติฐานทางเลือก (H₁) ค่าเฉลี่ยก่อนและหลัง แตกต่างกัน

📌 การตัดสิน

  • p-value < 0.05 → แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
  • p-value ≥ 0.05 → ไม่แตกต่าง

📌 ข้อสมมติทางสถิติที่ต้องตรวจสอบ 

ก่อนใช้ Dependent t-Test ต้องตรวจสอบ

✔️ ข้อมูลเป็นเชิงปริมาณ
✔️ ผลต่างมีการแจกแจงปกติ
✔️ คู่ข้อมูลเป็นอิสระจากกัน

📌 หากไม่เป็นปกติ
แนะนำใช้ Wilcoxon Signed-Rank Test

📑 การรายงานผล Dependent t-Test ให้ถูกต้อง

ตัวอย่างการรายงานผลเชิงวิชาการ

“ผลการวิเคราะห์ด้วย Dependent t-Test พบว่าคะแนนหลังเรียน (x̄ = 82.45) สูงกว่าก่อนเรียน (x̄ = 65.30) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 6.72, p < .05)”

✔️ ระบุค่าเฉลี่ย
✔️ ระบุค่า t
✔️ ระบุค่า p
✔️ ระบุระดับนัยสำคัญ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย 

❌ ใช้ Dependent t-Test กับข้อมูลคนละกลุ่ม
❌ ใช้กับข้อมูลเชิงคุณภาพ
❌ ไม่ตรวจสอบ Normality
❌ เข้าใจว่า Likert Scale ใช้ไม่ได้ (จริง ๆ ใช้ได้หากเป็นค่าเฉลี่ย)

🔄 Dependent t-Test ต่างจาก Independent t-Test อย่างไร

ประเด็น Dependent t-Test Independent t-Test
กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มเดียวกัน คนละกลุ่ม
การวัด วัดซ้ำ วัดครั้งเดียว
ตัวอย่าง ก่อน–หลัง ชาย–หญิง

Dependent t-Test เหมาะสำหรับงานวิจัยที่ต้องการวัดการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเดิมในสองช่วงเวลา

เป็นสถิติสำคัญที่ช่วยยืนยันว่า ผลที่เกิดขึ้น เกิดจากการทดลองหรือมาตรการจริง ไม่ใช่ความบังเอิญ