โมเดลวิจัยเชิงปฏิบัติการ Kemmis & McTaggart อธิบายง่าย

🧩 ทำไมงานวิจัยจำนวนมากเลือกใช้ Action Research

ในงานวิจัยทางการศึกษา สังคมศาสตร์ และการพัฒนาองค์กร  นักวิจัยจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียง “อธิบายปัญหา”  แต่ต้องการ แก้ปัญหาและพัฒนาให้ดีขึ้นจริงในพื้นที่ปฏิบัติงาน

แนวคิดนี้นำไปสู่การใช้ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งหนึ่งในโมเดลที่ได้รับการยอมรับและอ้างอิงอย่างกว้างขวางที่สุด คือ 📘 โมเดลวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis & McTaggart (1988)

บทความนี้จะอธิบายแนวคิดดังกล่าว แบบเข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับการทำวิจัยระดับปริญญา และสามารถนำไปเขียน บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย ได้จริง

🔍 Action Research คืออะไร 

การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) คือ การวิจัยที่ผู้วิจัย ลงมือปฏิบัติจริงในบริบทของตนเอง พร้อมกับเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และสะท้อนผล เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะสำคัญ ได้แก่

  • แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
  • ผู้วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
  • มุ่งพัฒนา ไม่ใช่เพียงพิสูจน์สมมติฐาน
  • มีการปรับปรุงเป็นรอบ ๆ

🔁 แนวคิดหลักของ Kemmis & McTaggart (1988)

Kemmis & McTaggart เสนอว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการควรเป็น กระบวนการวนซ้ำ (Spiral Cycle) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ คือ 🧠 Plan → ▶️ Act → 👀 Observe → 🔍 Reflect แล้วนำผลไปสู่การวางแผนรอบใหม่

🔄 อธิบาย 4 ขั้นตอนของโมเดล Kemmis & McTaggart แบบละเอียด

🧠 ขั้นที่ 1: วางแผน (Plan)

เป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการวิจัย ผู้วิจัยต้องวิเคราะห์สถานการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยอาศัยข้อมูลจากประสบการณ์ เอกสาร หรือการสังเกตเบื้องต้น

สิ่งที่ควรทำในขั้นนี้

  • ระบุปัญหาอย่างชัดเจน
  • วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
  • ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  • วางแผนแนวทางแก้ไขหรือพัฒนา

📌 ตัวอย่าง
นักเรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ → วางแผนใช้การเรียนรู้แบบ Problem-Based Learning

▶️ ขั้นที่ 2: ปฏิบัติ (Act)

เป็นการนำแผนที่วางไว้ไปใช้จริง ในสถานการณ์จริง เช่น ห้องเรียน องค์กร หรือชุมชน

ลักษณะสำคัญ

  • ดำเนินการตามแผนอย่างเป็นระบบ
  • ผู้วิจัยมีบทบาทเป็นผู้ปฏิบัติ
  • ไม่แยกการวิจัยออกจากการทำงานจริง

📌 ตัวอย่าง
ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนที่ออกแบบไว้เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์

👀 ขั้นที่ 3: สังเกต (Observe)

เป็นขั้นตอนของการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

เครื่องมือที่นิยมใช้

  • แบบสังเกต
  • แบบสอบถาม
  • แบบสัมภาษณ์
  • บันทึกภาคสนาม
  • ผลงานหรือพฤติกรรมของผู้เข้าร่วม

📌 ตัวอย่าง
สังเกตการมีส่วนร่วมของนักเรียน และเก็บแบบประเมินหลังเรียน

🔍 ขั้นที่ 4: สะท้อนผล (Reflect)

เป็นหัวใจสำคัญของ Action Research ผู้วิจัยจะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และตีความ เพื่อประเมินว่าแนวทางที่ใช้ได้ผลหรือไม่

ประเด็นที่ควรสะท้อน

  • สิ่งที่ประสบความสำเร็จ
  • ปัญหาหรืออุปสรรคที่พบ
  • สิ่งที่ควรปรับปรุงในรอบถัดไป

📌 ตัวอย่าง
นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น แต่บางกิจกรรมยังไม่เหมาะ → ปรับกิจกรรมใหม่

🔁 การวนซ้ำ (Spiral Cycle) คือจุดเด่นของโมเดลนี้

เมื่อสะท้อนผลแล้ว
➡️ ผู้วิจัยจะนำผลไป วางแผนรอบใหม่
➡️ ดำเนินการซ้ำในบริบทที่พัฒนาขึ้น

การวิจัยจึงไม่หยุดที่รอบเดียว แต่เป็น กระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

🎯 โมเดล Kemmis & McTaggart เหมาะกับงานวิจัยแบบใด

  • วิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research)
  • วิจัยเพื่อพัฒนาการสอน
  • วิจัยเชิงพัฒนางาน (Developmental Research)
  • งานวิจัยระดับปริญญาตรี–โท–เอก
  • งานวิจัยในองค์กรหรือชุมชน

✅ ข้อดีของโมเดล Kemmis & McTaggart

✔ แก้ปัญหาได้ตรงจุด
✔ เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง
✔ เหมาะกับงานพัฒนาและปรับปรุง
✔ สามารถอธิบายขั้นตอนในบทที่ 3 ได้ชัดเจน
✔ เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ

⚠️ ข้อควรระวังในการนำไปใช้

  • ต้องอธิบาย การวนซ้ำของกระบวนการให้ชัด
  • ควรเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • ต้องเขียนบทสะท้อนผลอย่างมีหลักฐาน
  • หลีกเลี่ยงการเล่าเชิงบรรยายโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน

📝 โมเดลวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis & McTaggart (1988) เป็นกรอบแนวคิดที่ช่วยให้งานวิจัย ไม่ใช่เพียงการอธิบายปัญหา แต่เป็น เครื่องมือพัฒนาอย่างเป็นระบบ หากผู้วิจัยเข้าใจขั้นตอน และอธิบายกระบวนการ Plan–Act–Observe–Reflect อย่างชัดเจน โมเดลนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของงานวิจัยที่มีคุณภาพ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของตนเอง