📊 ในการทำงานวิจัย นักวิจัยมักต้องการ ตรวจสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง เช่น ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนระหว่างชั้นเรียนสองชั้น หรือผลลัพธ์ของผู้เข้าร่วมที่ได้รับการบำบัดต่างกัน
t-Test เป็นเครื่องมือสถิติที่นิยมใช้สำหรับ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มตัวอย่าง เพื่อดูว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่
🔹 t-Test คืออะไร?
t-Test เป็น การทดสอบทางสถิติ ที่ใช้เปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยของสองกลุ่ม เพื่อตรวจสอบว่าความแตกต่างที่พบเกิดจาก ความแตกต่างที่แท้จริง หรือ ความบังเอิญ
คุณสมบัติสำคัญ:
- ใช้ได้กับ ตัวแปรเชิงปริมาณ (Quantitative)
- ตรวจสอบ ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่ม
- ประเมินความแตกต่างด้วยค่า t-value และ p-value
หากค่า p-value < 0.05 → มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
🔹 ประเภทของ t-Test
1️⃣ Independent t-Test (t-Test แบบอิสระ)
- ใช้เมื่อ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างสองกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
- ตัวอย่าง: เปรียบเทียบคะแนนสอบของนักเรียนชายกับนักเรียนหญิง
ข้อควรระวัง:
- กลุ่มตัวอย่างต้อง เป็นอิสระต่อกัน
- ขนาดตัวอย่างควรเหมาะสม (30 คนขึ้นไปต่อกลุ่มเป็นที่นิยม)
- ตรวจสอบ ความแปรปรวนเท่ากัน (Homogeneity of variance)
2️⃣ Dependent t-Test (Paired t-Test / t-Test แบบสัมพันธ์)
- ใช้เมื่อ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มเดียวกันในสองสถานการณ์
- ตัวอย่าง: คะแนนก่อนและหลังการใช้เทคนิคการสอนใหม่
ข้อควรระวัง:
- กลุ่มเดียวกันหรือคู่ตัวอย่างต้องสัมพันธ์กัน
- ข้อมูลต้อง ต่อเนื่องและมีการวัดสองครั้ง
🔹 ขั้นตอนการใช้ t-Test
- กำหนดสมมติฐาน (Hypothesis)
- H0: ไม่มีความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
- H1: มีความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
- เลือกประเภทของ t-Test
- Independent หรือ Dependent ขึ้นอยู่กับลักษณะตัวอย่าง
- Independent หรือ Dependent ขึ้นอยู่กับลักษณะตัวอย่าง
- ตรวจสอบสมมติฐานพื้นฐานของข้อมูล
- ความปกติของข้อมูล (Normality)
- ความแปรปรวนเท่ากันสำหรับ Independent t-Test
- คำนวณค่า t และค่า p-value
- ใช้โปรแกรมสถิติ เช่น SPSS, R, หรือ Excel
- ใช้โปรแกรมสถิติ เช่น SPSS, R, หรือ Excel
- ตัดสินใจ
- p-value < 0.05 → ปฏิเสธ H0 → มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
- p-value ≥ 0.05 → ยอมรับ H0 → ไม่มีความแตกต่าง
🔹 เทคนิคการเลือกใช้ t-Test
- หาก กลุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่มอิสระ → ใช้ Independent t-Test
- หาก กลุ่มเดียวกันได้รับการวัดสองครั้ง → ใช้ Dependent t-Test
- ตรวจสอบ ขนาดตัวอย่าง ให้เพียงพอ (อย่างน้อย 30 คนต่อกลุ่มสำหรับ Independent)
- สำหรับ Dependent t-Test ขนาดตัวอย่างสามารถน้อยกว่า แต่ควรเก็บข้อมูลครบทุกคู่ตัวอย่าง
🔹 ตัวอย่าง Case Study
ตัวอย่าง 1: Independent t-Test
- กลุ่มตัวอย่าง: นักเรียนชาย 30 คน, นักเรียนหญิง 30 คน
- วิเคราะห์คะแนนสอบพบ p-value = 0.03
- สรุป: มีความแตกต่างระหว่างคะแนนชาย-หญิงอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่าง 2: Dependent t-Test
- นักเรียน 25 คน ทำแบบทดสอบก่อนและหลังใช้เทคนิคการสอนใหม่
- วิเคราะห์พบ p-value = 0.01
- สรุป: เทคนิคการสอนใหม่มีผลต่อคะแนนนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่าง 3: การเปรียบเทียบกลุ่มทดลอง-กลุ่มควบคุม
- นักวิจัยทดลองให้กลุ่มทดลอง 30 คน ใช้โปรแกรมเรียนรู้ใหม่
- กลุ่มควบคุม 30 คน เรียนแบบเดิม
- Independent t-Test พบ p-value = 0.02
- สรุป: โปรแกรมเรียนรู้ใหม่ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์อย่างมีนัยสำคัญ
🔹 ข้อควรระวังในการใช้ t-Test
- ตรวจสอบ สมมติฐานพื้นฐาน ของข้อมูล เช่น ความปกติและความเท่าเทียมของความแปรปรวน
- เลือกประเภท t-Test ให้ตรงกับ ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง
- ระวัง การใช้ตัวอย่างเล็กเกินไป เพราะอาจทำให้ผลลัพธ์ไม่เชื่อถือ
- พิจารณาการใช้ Non-parametric test หากข้อมูลไม่เป็นปกติ เช่น Mann-Whitney หรือ Wilcoxon
🔹 t-Test เป็นเครื่องมือสถิติสำคัญสำหรับตรวจสอบ ความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
- Independent t-Test → สำหรับกลุ่มอิสระ
- Dependent t-Test → สำหรับกลุ่มเดียวกันหรือคู่ตัวอย่าง
การเข้าใจประเภท วิธีใช้ และข้อควรระวังของ t-Test จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำสรุปผลวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเพิ่มความน่าเชื่อถือและคุณภาพงานวิจัย