7 ขั้นตอน Literature Review ให้ผ่านมาตรฐานงานวิจัย

🔍 ทำไม Literature Review จึงเป็นหัวใจของงานวิจัย

Literature Review หรือการทบทวนวรรณกรรม เป็นกระบวนการสำคัญที่สะท้อน “ความเป็นนักวิจัย” ของผู้ศึกษาอย่างชัดเจน เพราะไม่เพียงแสดงว่าผู้วิจัยได้อ่านงานวิจัยเดิมอย่างรอบด้านเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความสามารถในการ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และเชื่อมโยงองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาไปสู่งานวิจัยใหม่

ในทางวิชาการ Literature Review ทำหน้าที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • 📌 วางรากฐานทางทฤษฎีและแนวคิด
  • 📌 ชี้ช่องว่างทางการวิจัย (Research Gap)
  • 📌 สนับสนุนกรอบแนวคิด สมมติฐาน และคำถามวิจัย

บทความนี้นำเสนอ 7 ขั้นตอนการทำ Literature Review อย่างเป็นระบบ ที่ใช้ได้จริงในงานวิจัยระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

🧭 ขั้นตอนที่ 1: กำหนดประเด็นและขอบเขตการทบทวนวรรณกรรมอย่างชัดเจน

การเริ่มต้น Literature Review โดยไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้งาน “กว้าง แต่ไม่ลึก” ผู้วิจัยจึงควรตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ก่อนค้นคว้า เช่น

  • ประเด็นหลักที่ต้องการศึกษา คืออะไร
  • ตัวแปร แนวคิด หรือกลุ่มเป้าหมายใดที่เกี่ยวข้อง
  • ขอบเขตด้านเวลา (เช่น งานวิจัยในช่วง 5–10 ปีล่าสุด)

🎯 การกำหนดขอบเขตที่ดี จะช่วยให้การค้นคว้ามีทิศทาง ลดงานซ้ำซ้อน และเพิ่มความคมชัดของบทที่ 2

🔎 ขั้นตอนที่ 2: ค้นคว้าวรรณกรรมจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

คุณภาพของ Literature Review ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของแหล่งข้อมูล” โดยตรง แหล่งข้อมูลที่ควรใช้ ได้แก่

  • 📚 วารสารวิชาการที่ผ่านการประเมิน (Peer-reviewed Journals)
  • 📊 ฐานข้อมูลวิชาการ เช่น TCI, Scopus, Web of Science
  • 🎓 วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์จากสถาบันอุดมศึกษาที่เชื่อถือได้

ควรหลีกเลี่ยงการใช้

  • เว็บไซต์ทั่วไปที่ไม่มีการอ้างอิง
  • บทความเชิงความคิดเห็นหรือบทความข่าว

📌 งานวิจัยที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนเอกสาร แต่จาก “ความน่าเชื่อถือของแหล่งอ้างอิง”

🗂️ ขั้นตอนที่ 3: คัดเลือก จัดระบบ และจัดกลุ่มวรรณกรรม

เมื่อได้เอกสารจำนวนมาก ผู้วิจัยต้องคัดเลือกอย่างมีหลักเกณฑ์ เช่น

  • ความสอดคล้องกับหัวข้อวิจัย
  • ความทันสมัยของข้อมูล
  • ความเกี่ยวข้องกับกรอบแนวคิด

จากนั้นควรจัดกลุ่มวรรณกรรมตาม

  • แนวคิดหรือทฤษฎี
  • ตัวแปรที่ศึกษา
  • ระเบียบวิธีวิจัย (เชิงปริมาณ / เชิงคุณภาพ)

ตัวอย่าง: 

  • กลุ่ม 1: ผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการ
  • กลุ่ม 2: ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการเรียนออนไลน์ (เช่น การมีส่วนร่วม, การเข้าถึงเทคโนโลยี)
  • กลุ่ม 3: ข้อจำกัดและปัญหาที่พบ (เช่น ความยากในการติดตาม, การลดทอนปฏิสัมพันธ์)

🗃️ การจัดกลุ่มที่ดี จะช่วยให้การเขียนเป็นระบบ ไม่สับสน และอ่านเข้าใจง่าย

📊 ขั้นตอนที่ 4: วิเคราะห์และเปรียบเทียบงานวิจัยอย่างมีวิจารณญาณ

Literature Review ที่ผ่านมาตรฐาน ไม่ใช่การสรุปงานวิจัยแบบเรียงลำดับปี แต่ต้องแสดงการคิดเชิงวิเคราะห์ เช่น

  • งานวิจัยใดให้ผลสอดคล้องหรือแตกต่างกัน
  • ใช้วิธีวิจัยเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
  • มีข้อจำกัดหรือจุดอ่อนในด้านใด

🔍 ขั้นตอนนี้แสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยไม่ได้ “อ่านเพื่อจำ” แต่ “อ่านเพื่อคิด”

🧠 ขั้นตอนที่ 5: สังเคราะห์องค์ความรู้และชี้ช่องว่างทางการวิจัย

การสังเคราะห์ (Synthesis) คือการเชื่อมโยงหลายงานวิจัยเข้าด้วยกันเพื่ออธิบายภาพรวม เช่น

  • แนวโน้มของผลการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา
  • ประเด็นที่มีการศึกษาซ้ำแล้ว
  • ประเด็นที่ยังขาดการศึกษา หรือมีผลการวิจัยไม่ชัดเจน

📌 ช่องว่างทางการวิจัย (Research Gap) ที่ดี จะต้องเกิดจากการวิเคราะห์งานเดิม ไม่ใช่การคาดเดา

✍️ ขั้นตอนที่ 6: เรียบเรียงเชิงวิชาการและอ้างอิงอย่างถูกต้อง

การเขียน Literature Review ควรมีลักษณะ

  • ใช้ภาษาทางวิชาการ ชัดเจน ไม่ใช้ภาษาพูด
  • เขียนเชิงสังเคราะห์ ไม่ใช้การคัดลอก
  • อ้างอิงตามรูปแบบที่สถาบันกำหนด เช่น APA, IEEE

✒️ การอ้างอิงที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยหลีกเลี่ยงการลอกเลียนผลงาน
แต่ยังสะท้อนความเป็นมืออาชีพทางวิชาการ

🎯 ขั้นตอนที่ 7: เชื่อมโยง Literature Review กับกรอบแนวคิดและคำถามวิจัย

ขั้นตอนสุดท้ายคือการแสดงให้เห็นว่า Literature Review

  • สนับสนุนการตั้งกรอบแนวคิดอย่างไร
  • นำไปสู่คำถามวิจัยหรือสมมติฐานได้อย่างมีเหตุผล
  • สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยหรือไม่

📌 หาก Literature Review ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การออกแบบงานวิจัย
ถือว่ายังไม่สมบูรณ์ตามมาตรฐานวิชาการ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Literature Review

  • สรุปงานวิจัยทีละเรื่องโดยไม่เชื่อมโยง
  • ใช้แหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • ขาดการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ
  • ไม่ชี้ช่องว่างทางการวิจัยอย่างชัดเจน

🎓 Literature Review ที่ดี คือรากฐานของงานวิจัยที่มีคุณภาพ

Literature Review เป็นมากกว่าบทที่ 2 ของรายงานวิจัย แต่เป็นรากฐานที่กำหนดคุณภาพของทั้งงาน การดำเนินการตาม 7 ขั้นตอนอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้งานวิจัยมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสอดคล้องตามมาตรฐานวิชาการสากล